Bangsai5SS.jpg (4194 bytes)
 

จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงที่เรียกว่า “ ที่ราบลุ่มเดลต้า ” ซึ่งเกิดจากการที่แม่น้ำไหลพัดพาเอาเศษหิน ดิน ทราย และตะกอนมาทับถมกันเป็นเวลานานจนกลายเป็นที่ราบอันกว้างใหญ่ นอกจากนี้พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทุ่งนา แต่ไม่มีภูเขา ไม่มีป่าไม้ บริเวณศูนย์กลางของจังหวัดเรียกกันมาแต่เดิม ตามลักษณะที่มีสายน้ำล้อมรอบว่า “ เกาะเมือง ” คู่กับเกาะที่อยู่ตรงข้ามทางด้านเหนือ ซึ่งเรียกว่า “เกาะลอย” ด้วยเหตุที่มีแม่น้ำสายต่างๆ ไหลผ่าน ได้แก่

•แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแม่น้ำที่มีความสำคัญที่สุดของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในด้านการเกษตรกรรมและการคมนาคมขนส่ง แม่น้ำเจ้าพระยาเริ่มตั้งแต่แม่น้ำน่าน และแม่น้ำปิงไหลมาบรรจบกันที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ แล้วไหลลงมาทางใต้ผ่านจังหวัดอุทัยธานี จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง เข้าเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ผ่านอำเภอบางบาล อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางปะอิน และอำเภอบางไทร แล้วเข้าสู่จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ รวมความยาวของแม่น้ำนี้ไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประมาณ 55 กิโลเมตร และแม่น้ำนี้มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 360 กิโลเมตร

•แม่น้ำป่าสัก ต้นน้ำเกิดจากทิวเขาเพชรบูรณ์ ในเขตจังหวัดเลย แล้วไหลลงมาทางใต้ผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี เข้าเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อำเภอท่าเรือ อำเภอนครหลวง แล้วไหลไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งซ้ายในเขตอำเภอพระนครศรี - อยุธยา ที่หน้าวัดพนัญเชิง รวมความยาวที่ไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยาประมาณ 52 กิโลเมตร และแม่น้ำนี้มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 500 กิโลเมตร

• แม่น้ำลพบุรี เป็นแม่น้ำที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งซ้าย ที่อำเภอเมืองสิงห์บุรี ไหลผ่านจังหวัดลพบุรี เข้าเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อำเภอบ้านแพรก อำเภอมหาราช อำเภอบางปะหัน และอำเภอพระนครศรีอยุธยา รวมความยาวที่ไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประมาณ 62.5 กิโลเมตร และแม่น้ำนี้มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 85 กิโลเมตร

•แม่น้ำน้อย แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งขวาที่อำเภอเมืองชัยนาท ไหลผ่านจังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง เข้าเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อำเภอผักไห่ อำเภอเสนา แล้วไปบรรจบกับคลองบางบาล ซึ่งเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมที่บ้านสีกุก แล้วไหลไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งหนึ่งที่ตำบลราชคราม อำเภอบางไทร รวมความยาวที่ไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยาประมาณ 30 กิโลเมตร แม่น้ำนี้ความยาวทั้งสิ้นประมาณ 145 กิโลเมตร

แม่น้ำทั้ง 4 สายได้ไหลมาบรรจบกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วไหลผ่านจังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี กรุงเทพมหานคร และไหลลงสู่อ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรปราการ

นอกจากนี้ยังมีคลองเล็กคลองน้อยเชื่อมโยงต่อไปเกือบทั่วบริเวณพื้นที่ของจังหวัด เช่น คลองเจ้าเจ็ด แยกในเขตอำเภอเสนา คลองบางคลี แยกมาจากแม่น้ำน้อยในเขตอำเภอผักไห่ คลองพระยาบันลือ แยกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอบางไทร และคลองระพีพัฒน์ ในเขตอำเภอท่าเรือ อำเภอภาชี เป็นต้น

มีฤดูกาลแบ่งออกเป็น 3 ฤดู ดังนี้

• ฤดูฝน เริ่มประมาณเดือนพฤษภาคม หรือต้นเดือนมิถุนายน จนถึงเดือนตุลาคม ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน ฝนเริ่มตกและจะตกถี่ขึ้นในเดือนสิงหาคมหรือเดือนกันยายน ซึ่งเป็นเดือนที่มีฝนตกชุกที่สุดของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฝนที่ตะในระยะนี้ได้รับอิทธิพลมาจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเป็นอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่นจากทะเลจีนใต้ ในช่วงกลางเดือนตุลาคมฝนจะเริ่มน้อยลง รวมระยะเวลาของฤดูฝนประมาณ 5 เดือน

• ฤดูหนาว เริ่มประมาณเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมกราคม ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจะเป็นระยะเปลี่ยนฤดูจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว คือลมมรสุมเฉียงใต้เริ่มอ่อนลง ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเข้ามาแทนที่ จึงนับว่าย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งอุณหภูมิจะไม่ลดต่ำมากนัก เพราะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ปลายลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และอยู่ใกล้อ่าวไทยไออุ่นจากทะเลทำให้หนาวน้อยลง รวมระยะเวลาของฤดูหนาวประมาณ 3 เดือน

• ฤดูร้อน เริ่มประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ อิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มอ่อนลง ทำให้อากาศเริ่มร้อน และจะร้อนอบอ้าวที่สุดในเดือนเมษายน สาเหตุเพราะการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ และการปกคลุมด้วยความกดอากาศสูง จากทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของกระแสลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดเข้าสู่อ่าวไทย ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น แต่จังหวัดพระนครศรีอยุธยายังไม่ร้อนมากที่สุด เพราะมีแม่น้ำลำคลองมากมาย จึงช่วยคลายความร้อนลงได้บ้าง รวมระยะเวลาของฤดูร้อนประมาณ 4 เดือน

การคมนาคมทางบก

ทางรถไฟ

เส้นทางคมนาคมทางบกจากกรุงเทพฯ ถึงพระนครศรีอยุธยา ที่ทันสมัยสายแรก คือ เส้นทางรถไฟ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นและเปิดเส้นทางเดินรถ มาตั้งแต่ พ . ศ . 2439 ระยะทางจากกรุงเทพฯ – อยุธยา ประมาณ 72 กิโลเมตร ปัจจุบันทางรถไฟที่ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มี 2 สาย คือ สายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือ โดยผ่านเข้ามาที่อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา แล้วไปแยกออกจากกันที่อำเภอภาชี ตรงสถานีชุมทางบ้านภาชี ขบวนรถไฟโดยสารสายเหนือ ผ่านขึ้น – ล่อง รับส่งผู้โดยสาร วันละประมาณ 18 ขบวน และขบวนรถไฟโดยสารสายตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านขึ้น – ล่อง รับส่งผู้โดยสารวันละประมาณ 18 ขบวน

จากการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เสนอให้เขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างภาค โดยเป็นศูนย์ขนถ่ายสินค้าทางรถไฟและรถบรรทุก และเป็นศูนย์รับ – ส่งผู้โดยสารของภาค ทั้งนี้เพื่อตอบสนองนโยบายกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และบรรเทาความแออัดการจราจรของกรุงเทพฯ ทำให้การคมนาคมทางรถไฟมีความสำคัญมากขึ้น ปัจจุบันมีโครงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางรถไฟที่สำคัญ ได้แก่

ทางรถยนต์

เส้นทางรถยนต์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในรัชกาบที่ 5 เมื่อมีการปฏิรูปการปกครอง จัดตั้งมณฑลกรุงเก่าได้มีการสร้างถนนรอบเมืองติดต่อระหว่างส่วนราชการต่างๆ จนถึงภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ . ศ . 2475 เป็นต้นมา ได้มีการอนุญาตให้ราษฎรไปตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย ทำมาหากินภายในเกาะเมืองจึงมีการสร้างถนนเป็นเครือข่ายหลายสาย รวมทั้งมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำป่าสัก คือ สะพานปรีดีธำรง เชื่อมเกาะเมืองกับพื้นที่ด้านนอก แล้วทำถนนเชื่อมต่อไปถึงพหลโยธิน ( ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1) ระยะทางระหว่างอยุธยา – วังน้อย – กรุงเทพฯ 80 กิโลเมตร นับแต่นั้นเป็นต้นมาอยุธยาก็เปิดเส้นทางกับพื้นที่ภายนอกได้โดยสะดวก ต่อมาได้มีการสร้างถนนสายเอเชีย ( ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32) ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้การเดินทางติดต่อระหว่างอยุธยา – กรุงเพทฯ ด้วยระยะทาง 75 กิโลเมตร ยิ่งสะดวกขึ้นกว่าเดิม ปัจจุบันได้มีกรสร้างสะพานข้ามแม่น้ำป่าสักเพิ่มขึ้นอีก ทั้งเส้นทางขาเข้าและออกตัวเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือ สะพานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คู่ขนานไปกับสะพานปรีดีธำรง

ปัจจุบันการคมนาคมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความสะดวกรวดเร็วสอดคล้องกับนโยบายที่ส่งเสริม ให้มีการใช้พื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรมหลายประเภท โครงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางรถยนต์ ได้แก่

โครงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมที่สัมพันธ์กับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่นนี้ ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ แต่ก่อนมาของชาวอยุธยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสิ่งที่จะมาพร้อมๆ กับเส้นทางคมนาคม คือสังคมวัฒนธรรมอย่างใหม่ ซึ่งชาวอยุธยาจะต้องปรับตัวเองอย่างชาญฉลาด จึงจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงได้อย่างทันกาล

ศาสนา

ประชากรของจังหวัดพระนครศรีอยุธยานับถือศาสนาต่างๆ ตามอัตราส่วนดังนี้

สำหรับศาสนสถานของศาสนาต่างๆ มีดังนี้ คือ

ประชากร ( ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2547) 

761,763 คน

พื้นที่ 

2,547.62 ตร. กม.

เขตการปกครอง 

16 อำเภอ 

GPP ( ปี 2545) 

197,078 ล้านบาท 

อุตสาหกรรม

80.94%

ค้าปลีก - ค้าส่ง 

4.41%

เกษตรกรรม

2.51%

การขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม 

2.07%

บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ 

1.82%

อื่นๆ 

8.25%

รายได้เฉลี่ยต่อหัว ( ปี 2545)

268,498 บาท

อัตราการว่างงาน ( กค .- กย .47) 

1.18%

ค่าแรงขั้นต่ำ 

142 บาท / วัน 

อัตราเงินเฟ้อ ( กค .- กย .47/ มค .- กย .46) 

5.80%

ทะเบียนนิติบุคคล 

 

รวม - จำนวน 

709 ราย

- เงินทุนจดทะเบียน 

916.11 ล้านบาท

จดใหม่ - จำนวน ( ก . ค .- ก . ย .47)

144 ราย

- เงินทุนจดทะเบียน 

780.78 ล้านบาท 

แจ้งเลิก - จำนวน ( ก . ค .- ก . ย .47) 

46 ราย 

ผลประกอบการปี 2546 

 

- นิติบุคคลที่มีกำไร 

- ราย

การจัดเก็บภาษี ( ก . ค .- ก . ย .47) 

 

- ภาษีนิติบุคคล 

2,244.19 ล้านบาท 

- ภาษีมูลค่าเพิ่ม 

1,172.99 ล้านบาท 

- ภาษีธุรกิจเฉพาะ 

35.73 ล้านบาท

ผู้ทำประกันชีวิต ( ก . ค .- ก . ย .47) 

 

ผู้ทำประกันวินาศภัยตาม พรบ . ( ก . ค .- ก . ย .47)

82,377 ราย 

ผู้ทำประกันภัยเอื้ออาทร ( ก . ค .- ก . ย .47)

5,723 ราย

การจดทะเบียนรถยนต์นั่งไม่เกิน 7 ที่นั่ง

1,210 ราย

การจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ ( ก . ค .- ก . ย .47) 

20,417 ราย

การจำหน่ายสินค้า OTOP ( ก . ค .- ก . ย .47)

1,054,764,722 บาท